4 ขั้นตอนของวัฏจักรตลาดหุ้นตามหลัก Wyckoff Method (การนับเวฟ)




1. ระยะสะสมหุ้น (Accumulation)
-เป็นช่วงที่เจ้าเก็บของอย่างเงียบๆ 
-อาการจะเป็นแบบ sideway ขึ้นๆลงๆไปเรื่อยๆและอาจกินเวลานาน 
-ปริมาณการซื้อต่อวันเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่อาจจะมี inside buying กระตุกต่อมขึ้นมานิดหนึ่งให้เห็นเป็นนัยยะ และจะกินเวลาอีกสักพักกว่าจะปั่นรอบ
จุดสังเกตท่าเริ่มของราคา

ระยะ A : Sideway Down
-เป็นช่วงที่เกิดจากการ Selling Climax เล่นจบรอบ (เทกันขาย) แล้วไปทำราคาต่ำสุดแล้วขึ้นมาทำเป็นรูป V Shape
-เนือยๆเฉื่อยๆไปเรื่อยๆ
ระยะ B : Sideway
-ช่วง Sideway ขึ้นๆลงๆ ในกรอบราคาหนึ่ง
-ให้สังเกต Divergence เพื่อดูจุดเปลี่ยนเทรนด์

ระยะ C : Beartrap
-อาจมีการทำ Low ที่ราคาเดิมๆหลายๆครั้งในกราฟแบบแรก หรือถ้ามี Lower Low ก็จะดันขึ้นมาเท่าเดิม (Beartrap) ในกราฟแบบที่ 2
-ไม่มีนัยยะสำคัญเพราะไม่มี Volume
ระยะ D : Bottom Out Pattern
-เกิดการทำ Higher Low และ Higher High
-เป็นสัญญาณยุติขาลง
-สภาพคล่องต่ำลงเพราะโดนเจ้าดูดหุ้นไปหมดแล้ว ถ้ายิ่ง Volume น้อยแปลว่าใกล้จะระยะ Mark Up




2. ระยะไล่ราคา (Rally/ Mark Up)
-ควรเข้าก่อนหรือเมื่อมีสัญญาณเริ่มการไล่ราคา (ตอน Volume หดและมีการทำHigher Low & Higher High และหลังจากนั้นจะทะลุแนวต้าน)
-หลุดเส้นต้านจากกรอบข้อ 1 วิ่งขึ้นไป
-ระยะปั่นราคาให้ขึ้นไปจุดสูงสุดให้เร็วที่สุด แท่งเขียวขึ้นสูง มี common gap
-Volume จะมากกว่าตอนสะสมหุ้น ปริมาณการซื้อมากกว่าการขาย

จุดสังเกต
-เปลี่ยนเป็น Sideway Up
-ทะลุเส้นต้านด้วย Volume ที่มากขึ้น
-หลังจากเริ่มขึ้นจะมีการปล่อยข่าวดีออกมาเพื่อดึงเม่าให้เข้ามาซื้อจนไล่ไป ถึง Buying Climax เกิด Bull Trap หลอกเม่าให้มีความหวังแล้วทุบลง (เจอ Bulltrap ให้เตรียมชิ่งทันที)
-จุดสังเกต Buying Climax คือราคาไต่ขึ้นแต่ไม่มี Volume หรือลดน้อยลง


3. ระยะสงสัย/พักตัว (Distribution)
-เป็นช่วงการทำกำไรของนักลงทุนระยะสั้น
-มีการเข้าซื้อของคนตกรถ
-กราฟจะนิ่งๆ กรอบแคบกว่าตอนไล่ราคา
-ระยะเวลาจะกินเวลานานกว่าตอนไล่ราคามาก
-Volume จะลดลงกว่าตอนไล่ราคา ปริมาณการขายเริ่มมากขึ้น
-หากหุ้นสามารถ Break Out เส้นต้านได้ ก็จะเป็นระยะไล่ (Mark Up) ราคาใหม่

4. ระยะปรับฐานราคา (Decline / Mark Down)
-ราคาหลุดแนวรับลงมา
-ราคาไหลลงแบบค่อยๆไหลหรือไหลลงรุนแรงเกิด Selling Climax
-หากตอนไล่ราคามาแรง ตอนร่วงก็แรงเช่นกัน
-เกิดการคัทลอสของคนที่เข้าช่วง 3
-สมาชิกที่ถือหุ้นส่วนใหญ่คือรายย่อย
-ปริมาณการซื้อขายไม่มีนัยยะสำคัญ ไร้เจ้าภาพพยุงราคา
-ถ้า Volume น้อยคือการขายที่หมดแรง ถ้าเยอะคืออาการ Panic Sell

พอจบรอบ 4 ก็จะวนกลับไป 1 ใหม่